1. คำถามเดียวที่คัดตัวเลขไร้ประโยชน์ออกไปได้ครึ่งหน้าจอ
คืนวันอาทิตย์ที่ผมเปิดแดชบอร์ดขึ้นมา คำถามแรกไม่ใช่ว่าตัวเลขเป็นบวกหรือเป็นลบ แต่เป็น "เห็นตัวเลขนี้แล้วผมจะเปลี่ยนอะไร" ถ้ามันไม่เปลี่ยนจุดเข้า ไม่เปลี่ยนจุดที่ผมยอมรับว่าคิดผิด และไม่เปลี่ยนขนาดไม้ ตัวเลขนั้นก็เป็นแค่บริบทให้รู้ไว้ ไม่ใช่เหตุผลให้เพิ่มความเสี่ยง ของครึ่งหน้าจอตกรอบไปตั้งแต่คำถามนี้
อย่างที่สองคือลำดับเวลา ราคามักขยับก่อน เลเวอเรจไล่ตามมาทีหลัง ส่วนข่าวสาธารณะมาช้าที่สุด ลำดับนี้บอกได้ว่าการเคลื่อนไหวรอบนี้ถูกดูดซับด้วยแรงซื้อในตลาด spot หรือถูกดันขึ้นมาด้วยสถานะอนุพันธ์ที่แออัด ความต่างตรงนี้มีค่ากว่าค่าล่าสุดบนหน้าปัดมาก เพราะมันบอกว่าขาขึ้นรอบนี้มีของจริงรองรับอยู่เท่าไร
อย่างที่สามคือเขียนกรณีที่ตัวเองผิดก่อนเขียนกรณีที่ตัวเองถูก ถ้าภาพรวมดูดีขึ้นแต่สภาพคล่องบางลง แผนที่ถูกคือลดขนาดไม้ ไม่ใช่คงไว้เท่าเดิมเพราะ "ก็ยังดูดีอยู่" และถ้าสัญญาณขัดกับโครงสร้างราคา คำตอบคือรอ ไม่ใช่ไปหาอินดิเคเตอร์ตัวที่สี่มาเข้าข้างตัวแรก
| ชั้นข้อมูล | คำถามที่ต้องตอบ | ทำไมต้องถาม |
|---|---|---|
| ราคา | โครงสร้างราคายืนยันสิ่งที่ตัวเลขบอกหรือเปล่า | กันการอ่านตัวเลขโดดๆ แล้วแต่งเรื่องเอง |
| เลเวอเรจ | funding กับ OI บอกว่าฝั่งไหนแออัด | เห็นความแออัดก่อนที่มันจะโดนบังคับปิด |
| สภาพคล่อง | แรงซื้อ spot หรือสเตเบิลคอยน์รองรับไหม | วัดว่าตลาดจริงรับของไหวแค่ไหน |
2. ข้อมูลระดับโลกกับหน้าตักเงินบาท ต้องอ่านคู่กันเสมอ
ผมอ่านข้อมูลตลาดโลกทุกสัปดาห์ แต่ไม่เคยอ่านมันแยกจากทางเข้าออกเงินบาท ตัวเลข funding หรือสภาพคล่องบนกระดานต่างประเทศอาจถูกต้องทั้งหมด แต่ถ้าฝั่งบาท ทั้งกระดานในประเทศอย่าง Bitkub และคิวโอนของธนาคาร ช้าหรือแพงกว่าปกติในจังหวะนั้น ขนาดไม้ที่เหมาะสมของผมก็ไม่เท่าเดิม สัญญาณถูกแต่เข้าไม่ทันก็คือเข้าไม่ทันอยู่ดี
เรื่องนี้กลายเป็นข้อจำกัดที่จับต้องได้ตั้งแต่ binance.com หยุดการซื้อขาย P2P ฝั่งเงินบาทเมื่อ 7 พฤษภาคม 2025 ฝั่งบาทถูกย้ายไปอยู่กับ Binance TH ซึ่งเป็นผู้ให้บริการที่ถือใบอนุญาตในประเทศ ส่วน OKX, Bybit, CoinEx และ XT.COM ถูกปิดกั้นการเข้าถึงจากไทยตั้งแต่ 28 มิถุนายน 2025 แปลว่า "กระดานที่ข้อมูลชี้ไป" กับ "กระดานที่เราสั่งได้จริง" ไม่จำเป็นต้องเป็นที่เดียวกัน และเช็กลิสต์ต้องเผื่อช่องว่างนี้ไว้ตั้งแต่ต้น
หนึ่ง เปิดสมุดที่จดไม้ค้างไว้จริงๆ ไม่ใช่ไล่จากความจำ เพราะความจำจะเลือกจำเฉพาะไม้ที่กำไร สอง เขียนจุดที่จะยอมรับว่าคิดผิดของแต่ละไม้ลงไปก่อนจะเปิดดูข้อมูลใหม่ กันไม่ให้ข้อมูลใหม่ค่อยๆ เลื่อนเส้นเดิมแบบเนียนๆ สาม ดูสถานะเงินบาทของตัวเองว่าถ้าจะเพิ่มไม้จริงมีเงินพร้อมโอนไหม และถ้าต้องถอนออกใช้เวลากี่วัน ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ไล่เช็กลิสต์เพื่อรู้สถานการณ์ได้ แต่คืนนั้นอย่าเพิ่งตัดสินใจเพิ่มความเสี่ยง
3. ทำไมต้องเป็นคืนวันอาทิตย์ และทำไมต้องกันเวลาไว้ราวชั่วโมงครึ่ง
อาการที่หลายคนน่าจะคุ้น คือบ่ายวันพุธอยู่ๆ ก็รู้สึกว่าน่าจะเพิ่มไม้ หรือคืนวันศุกร์เลื่อนไปเจอโพสต์เดียวแล้วเชื่อว่าพรุ่งนี้ลงแรงแน่ แล้วก็กดออเดอร์ที่มานั่งเสียดายทีหลัง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัดสินใจผิด แต่อยู่ที่ตัดสินใจผิดเวลา ระหว่างที่ตลาดวิ่งอยู่ตรงหน้า เราเห็นแค่แท่งเทียนปัจจุบันกับอารมณ์ปัจจุบัน ไม่เห็นภาพทั้งสัปดาห์
คุณค่าจริงของการทบทวนรายสัปดาห์คือการแยกเวลาที่ใช้ตัดสินใจ ออกจากเวลาที่ใช้ลงมือ คืนวันอาทิตย์เหมาะด้วยเหตุผลสามข้อ ตลาดหุ้นฝั่งอเมริกาปิด ปริมาณซื้อขายคริปโตเบาบางกว่าปกติ ข้อมูลที่เห็นจึงไม่ถูกข่าวรายวันกวน มันเป็นช่วงสุดท้ายก่อนสัปดาห์ใหม่จะเริ่มในโซนเอเชีย และตอนนั้นเราไม่ได้นั่งเฝ้าไม้ที่เปิดค้างอยู่ เลยคิดแบบวางแผนได้ ไม่ใช่คิดแบบตอบสนอง
ส่วนความยาวราวชั่วโมงครึ่งนั้นมีเหตุผล ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงมักไล่ไม่ครบทั้งสี่ชั้นที่จะพูดถึงต่อจากนี้ ยาวเกินสองชั่วโมงจะเริ่มคิดวนจนหาเหตุผลมาเปลี่ยนใจได้เอง สิ่งที่มักเกิดกับเวอร์ชันย่อสั้นๆ คือพอถึงกลางสัปดาห์เราจะกล้าทิ้งข้อสรุปนั้นง่ายมาก เพราะข้อสรุปที่ได้มาเร็วเกินไปมันไม่ "แพง" พอให้สมองยอมรักษาไว้ ถ้าเวลาไม่พอจริงๆ ผมยอมข้ามชั้นออนเชนไปเลยหนึ่งสัปดาห์ ดีกว่าไล่ครบทุกชั้นแบบผ่านๆ ทุกชั้น
4. ชั้นแรก อารมณ์ของตลาดทั้งตลาด
ชั้นนี้ใช้เวลานานที่สุดในสี่ชั้น เพราะมันเป็นชั้นที่ตั้งกรอบให้ทุกอย่างที่เหลือ สามตัวเลข ตัวละสิบห้าถึงยี่สิบนาที และทั้งสามตัวดูได้ฟรีทั้งหมด
ดัชนีความกลัวและความโลภ ดูค่าปัจจุบันพร้อมเส้น 7 วันและ 30 วัน ฝั่งกลัวจัดคือช่วงที่โอกาสเด้งสูงในเชิงสถิติระยะยาว แต่จุดต่ำสุดกับจุดต่ำสุดรองมักห่างกันเป็นสัปดาห์ เห็นเลขต่ำจึงไม่ใช่เหตุผลให้ลงเงินทั้งก้อน ส่วนฝั่งโลภจัดในตลาดขาขึ้นค้างอยู่ได้นานเป็นเดือน ขายทิ้งทันทีที่เห็นเลขสูงมักแปลว่าพลาดขาสุดท้ายของรอบ กฎที่ผมใช้คือค้างฝั่งโลภจัดสองสัปดาห์เริ่มทยอยลด ไม่ใช่ล้างพอร์ตในวันเดียว ดูค่าปัจจุบันได้ที่หน้าเกจความกลัวและความโลภ
สัดส่วนตลาดของบิตคอยน์ ขึ้นคือเงินไหลออกจากเหรียญเล็กกลับเข้าบิตคอยน์ ลงคือไหลไปทางตรงข้าม สิ่งที่ผมจดคือการเปลี่ยนแปลงเทียบสัปดาห์ก่อน ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์ เพราะค่าสัมบูรณ์บอกอะไรไม่ได้ถ้าไม่รู้ว่ามันมาจากไหน ดูย้อนหลังได้ที่หน้าข้อมูล BTC.D
มูลค่ารวมของสเตเบิลคอยน์ เพิ่มขึ้นคือมีเงินใหม่รออยู่ในระบบ ลดลงคือเงินถอนออกไปข้างนอก ตัวนี้ขยับช้าและไม่ค่อยหลอก จึงเหมาะใช้เป็นพื้นหลังของทั้งสัปดาห์มากกว่าใช้จับจังหวะ รายละเอียดอยู่ในบทความเรื่องกระแสเงินสเตเบิลคอยน์
ข่าวภาษาไทยจาก Brandinside, CryptoSiam หรือ Bitcoin Addict TH ช่วยตั้งบริบทได้ว่าคนในตลาดบ้านเรากำลังคุยเรื่องอะไรอยู่ แต่ผมไม่ให้พาดหัวทำหน้าที่แทนแผน ถ้าอ่านแล้วรู้สึกอยากขยับไม้ ต้องกลับไปดูราคา funding, OI และสภาพคล่องจริงก่อนเสมอ ข่าวคือชั้นที่มาช้าที่สุดในสามชั้นที่พูดถึงตอนต้น
ช่องแรก จดค่าดัชนีความกลัวและความโลภพร้อมทิศทางของเส้น 7 วันและ 30 วัน ไม่ใช่จดแค่ตัวเลขของวันนี้ ช่องที่สอง จดว่าสัดส่วนตลาดของบิตคอยน์สัปดาห์นี้ขยับขึ้นหรือลงเทียบกับสัปดาห์ก่อน ช่องที่สาม จดว่ามูลค่ารวมของสเตเบิลคอยน์เพิ่มหรือลด ถ้าสามช่องนี้ชี้คนละทาง ให้เขียนคำว่า "ไม่ชัด" ลงไปตรงๆ แล้วไปดูชั้นถัดไป อย่าเพิ่งสรุปเพื่อให้ได้ข้อสรุป
5. ชั้นที่สอง อุณหภูมิของฝั่งอนุพันธ์
ชั้นนี้เร็วกว่าชั้นแรกมาก เพราะข้อมูลเกือบทั้งหมดอยู่บนหน้าจอเดียว สามสิบนาทีพอ
อัตราค่าธรรมเนียมฟันดิ้ง ของ BTC และ ETH คำถามไม่ใช่ว่าตอนนี้บวกหรือลบ แต่คือมันอยู่ตรงไหนของช่วงที่เคยเป็นมา ค่าที่แกว่งอยู่แถวกลางถือว่าปกติ ค่าที่สูงกว่านั้นชัดเจนแปลว่าฝั่งลองยอมจ่ายแพงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อถือสถานะไว้ ส่วนค่าติดลบต่อเนื่องหลายรอบตัดจ่ายแปลว่าฝั่งชอร์ตกำลังแออัดแทน สิ่งที่ผมจดคือทิศทางทั้งสัปดาห์ ไม่ใช่ค่าล่าสุด เพราะการไต่ขึ้นช้าๆ ทั้งสัปดาห์กับการกระโดดขึ้นในวันเดียวมีความหมายคนละแบบ วิธีอ่านละเอียดอยู่ในคู่มืออัตราค่าธรรมเนียมฟันดิ้ง และถ้าอยากรู้ว่าทำไมมันติดลบได้ มีแยกไว้ในบทความว่าด้วยฟันดิ้งติดลบ
อัตราส่วนลองต่อชอร์ต ตัวเลขที่นับจากจำนวนบัญชีสะท้อนอารมณ์ของรายย่อย ส่วนตัวเลขที่นับจากขนาดสถานะสะท้อนทิศทางของเงินก้อนใหญ่ ที่น่าสนใจคือตอนที่สองตัวนี้ขัดกัน บัญชีส่วนใหญ่เทไปทางหนึ่งแต่ขนาดสถานะเทไปอีกทาง นั่นคือจังหวะที่ควรจดไว้แล้วดูต่ออีกสองสามวัน รายละเอียดอยู่ในบทความอัตราส่วนลองต่อชอร์ต
สถานะคงค้าง อ่านคู่กับราคาเสมอ สถานะคงค้างเพิ่มพร้อมราคาขึ้นคือมีลองใหม่เข้ามา เพิ่มพร้อมราคาลงคือมีชอร์ตใหม่เข้ามา ลดลงพร้อมราคาขึ้นคือชอร์ตถูกบีบให้ปิด และลดลงพร้อมราคาลงคือลองทยอยปิดกันเอง ซึ่งมักแปลว่าแรงลงกำลังหมดแรง สี่แบบนี้จำไว้แล้วใช้ได้ทั้งปี วิธีใช้จริงอยู่ในคู่มือสถานะคงค้าง
6. แทรกเรื่องบ้านเรา สูตรของตัวชี้วัดเหมือนเดิม แต่ของที่เทรดได้ไม่เหมือนกัน
กรอบกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และ ธปท. ทำให้ต้องแยกสองเรื่องออกจากกันให้ชัด สูตรของตัวชี้วัดเป็นสากล ค่าฟันดิ้งของ BTC ก็คำนวณแบบเดียวกันทั้งโลก แต่ผลิตภัณฑ์ที่คนในไทยเปิดใช้ได้จริงไม่เหมือนกับที่คนอื่นเปิดได้ ตัวเลขบางตัวจึงเป็นข้อมูลเชิงบริบทสำหรับเรา ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปลงมือกับมันได้ตรงๆ
ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติมีสองอย่าง อย่างแรกคือข้อมูลรวมทั้งตลาดที่เราดูอยู่นั้นถูกถ่วงน้ำหนักด้วยกระดานหลายเจ้าที่เราสั่งไม่ได้ ภาพรวมยังใช้ได้ในฐานะภาพรวม แต่เวลาจะลงมือต้องกลับมาดูสภาพคล่องของกระดานที่เราใช้จริง อย่างที่สองคือเรื่องภาษี กำไรจากคริปโตมีเรื่องต้องยื่นตามปีภาษี และเงื่อนไขปรับกันบ่อยพอที่ผมจะไม่สรุปแทนใครในบทความนี้ ตรวจกับกรมสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีของคุณเองตามปีที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ควรทำในเช็กลิสต์คือเผื่อเวลาและเผื่อเงินสดไว้สำหรับส่วนนี้ตั้งแต่ตอนวางแผน ไม่ใช่ไปนึกออกตอนปลายปี
7. ชั้นที่สาม แผนที่ของสถานะที่รอโดนล้าง
เปิดแผนที่การล้างสถานะแล้วดูแค่สองอย่าง อย่างแรกคือเทียบความหนาแน่นเหนือราคาปัจจุบันกับใต้ราคาปัจจุบันในระยะใกล้ ฝั่งไหนหนากว่า ราคามีแนวโน้มถูกดึงไปทางนั้นมากกว่า อย่างที่สองคือหากลุ่มก้อนใหญ่ที่สุดในระยะถัดออกไป นั่นคือเป้าที่สมเหตุสมผลของสัปดาห์นี้ ไม่ใช่ตัวเลขที่ใครสักคนโพสต์ในกลุ่ม
รูปแบบที่เจอบ่อยคือเหนือราคามีกองชอร์ตหนา ใต้ราคาบางกว่าชัดเจน แบบนี้โอกาสที่ราคาจะขึ้นไปกินกองนั้นก่อนมีมากกว่า และในทางกลับกันก็เป็นจริงเหมือนกัน ข้อควรจำข้อเดียวที่สำคัญที่สุดคือ แผนที่นี้ไม่ใช่เครื่องมือทำนาย มันเป็นเครื่องมือบอกความน่าจะเป็นของเส้นทาง มันบอกว่าราคามีแนวโน้มถูกดูดไปทางไหน ไม่ได้บอกว่าจะไปถึงเมื่อไร และไม่ได้รับประกันว่าจะไปถึง วิธีอ่านทีละขั้นอยู่ในบทความแผนที่การล้างสถานะ ส่วนถ้าอยากรู้ว่าไม้ของตัวเองจะโดนตรงไหน คำนวณได้ที่เครื่องคำนวณราคาบังคับปิด
8. ชั้นที่สี่ ข้อมูลบนเชน และคำถามที่ข้อมูลบนเชนตอบไม่ได้
ยี่สิบนาที สามตัว ชั้นนี้ไม่ได้ไว้จับจังหวะรายวัน แต่ไว้ตอบว่าเงินก้อนใหญ่กำลังสะสมหรือกำลังทยอยปล่อยของ
MVRV เทียบราคาปัจจุบันกับต้นทุนเฉลี่ยของเหรียญที่ขยับบนเชน ค่าต่ำกว่าหนึ่งแปลว่าโดยเฉลี่ยแล้วทั้งตลาดขาดทุนอยู่ ซึ่งในอดีตคือโซนที่ก้นรอบใหญ่เคยเกิด ค่าสูงมากคือโซนที่ยอดรอบเคยเกิด ตัวนี้ขยับช้ามาก ทิศทางจึงมีค่ากว่าค่าสัมบูรณ์เสมอ คำนวณเองได้ที่เครื่องคำนวณ MVRV Z-Score
SOPR บอกว่าเหรียญที่ถูกขายในวันนั้นขายที่กำไรหรือขาดทุนโดยเฉลี่ย การกลับขึ้นมายืนเหนือหนึ่งได้หลังจากอยู่ใต้หนึ่งมานาน เป็นสัญญาณยืนยันก้นที่ผมให้น้ำหนักพอสมควร ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเจ็ดวันจะนิ่งกว่าค่ารายวันเยอะ
ยอดเหรียญคงเหลือบนกระดาน เหรียญไหลเข้ากระดานมักเป็นการเตรียมขาย ไหลออกมักเป็นการย้ายไปเก็บยาว ดูการเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์ อย่าไปดูรายวันเพราะรายวันมีการโยกภายในของกระดานปนอยู่เยอะ ตัวชี้วัดกลุ่มนี้ทั้งหมดผมเขียนแยกไว้ในตัวชี้วัดบนเชนหกตัว
และนี่คือจุดที่ต้องพูดให้ชัด ตัวเลขบนเชนบอกไม่ได้เลยว่าแพลตฟอร์มที่ถือเหรียญให้เราอยู่นั้นแข็งแรงแค่ไหน กรณีอย่าง Zipmex และ Satang Pro เตือนเราว่าความเสี่ยงของแพลตฟอร์มไม่ได้หายไปเพราะกราฟสวย ก่อนจะเพิ่มไม้ ผมจะถามตัวเองก่อนว่าถ้าพรุ่งนี้ต้องถอนหรือปิดสถานะให้เร็วที่สุด ทางออกที่เชื่อถือได้ของผมคือทางไหน ถ้าตอบไม่ได้ ขนาดไม้ต้องเล็กลง ไม่ว่าตัวเลขทั้งสี่ชั้นจะสวยแค่ไหน
9. เขียนข้อสรุปสามข้อ แล้วห้ามแก้กลางสัปดาห์
สิบนาทีสุดท้าย เขียนข้อสรุปสามข้อ ข้อละไม่เกินหนึ่งบรรทัด ใช้โครงนี้ได้เลย
| ข้อ | เงื่อนไขที่ทำให้เริ่มทำ | สิ่งที่จะทำ |
|---|---|---|
| ฝั่งขึ้น | ราคาแตะระดับที่กำหนดไว้ | เปิดไม้ เพิ่มไม้ หรือถือต่อ |
| ฝั่งลง | ราคาหลุดระดับที่กำหนด หรือตัวชี้วัดที่เลือกไว้พลิก | ลดขนาด หรือออก |
| เหตุนอกตลาด | เหตุการณ์ภายนอกที่ระบุชื่อไว้ล่วงหน้า | ทำตามที่เขียนไว้ ไม่ต้องคิดใหม่ |
ทำไมต้องสามข้อ เพราะสัปดาห์หนึ่งตลาดมีทางเดินได้สามแบบ ไปต่อ กลับตัว และโดนเหตุนอกตลาดกระชาก เขียนข้อเดียวคือเดิมพันกับทางเดียว พอถึงเวลาที่ทางอื่นเกิดขึ้นจริงเราจะต้องคิดใหม่ทั้งหมดในจังหวะที่กดดันที่สุด ซึ่งเป็นจังหวะที่เราคิดได้แย่ที่สุดพอดี เขียนครบสามข้อแล้วแปะไว้ตรงที่มองเห็น และอย่าไปแก้มันกลางสัปดาห์
ถ้าเขียนได้ไม่ครบสามข้อจริงๆ ให้เขียนข้อที่มั่นใจไปหนึ่งข้อ แล้วอีกสองข้อเขียนตรงๆ ว่ายังไม่ชัด ขอดูก่อน การยอมรับว่าสัปดาห์นี้ยังอ่านไม่ออกเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่ความล้มเหลวของงาน สิ่งที่ควรกลัวกว่าคือการฝืนเขียนข้อสรุปให้ครบสามข้อทั้งที่ข้อมูลขัดกันเอง เพราะข้อสรุปที่ฝืนเขียนจะถูกใช้จริงในสัปดาห์นั้นด้วย
10. กลางสัปดาห์ใช้สามข้อนั้นยังไง และเช็กลิสต์สิบบรรทัดสำหรับปรินต์
หลักการมีข้อเดียว กลางสัปดาห์เราเช็กแค่ว่าเงื่อนไขถูกแตะหรือยัง เราไม่ตัดสินใจใหม่ ข้อนี้ขัดความรู้สึกที่สุดในทั้งกระบวนการ เพราะงานของเราระหว่างสัปดาห์คือรอ ไม่ใช่เฝ้า ราคาแตะเงื่อนไขฝั่งขึ้นหรือฝั่งลงก็ทำตามที่เขียน ไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องขอดูอีกนิด เหตุการณ์ภายนอกที่ระบุไว้เกิดขึ้นก็ทำตามที่เขียน ไม่มีเงื่อนไขไหนถูกแตะเลยก็ไม่ต้องทำอะไร
เจอข่าวใหญ่กลางสัปดาห์ กรองด้วยคำถามเดียว มันพลิกอย่างน้อยสองชั้นจากสี่ชั้นหรือเปล่า ชั้นเดียวสั่นมักถูกตลาดกลืนไปเอง สองชั้นขึ้นไปพลิกพร้อมกันค่อยยอมเสียเวลาสิบห้านาทีทบทวนย่อย เราลงแรงไปแล้วชั่วโมงครึ่งในคืนวันอาทิตย์ ข้อสรุปของเราแพงกว่าความเห็นของบัญชีนิรนามบนไทม์ไลน์อยู่แล้ว
สิบบรรทัดข้างล่างนี้ถ่ายรูปเก็บไว้ในมือถือหรือปรินต์แปะไว้ก็ได้ ขาดไปหนึ่งสองบรรทัดไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่เป็นเรื่องใหญ่คือข้ามหลายบรรทัดแล้วกระโดดไปเขียนข้อสรุปเลย
- ☐ ดัชนีความกลัวและความโลภ ค่าปัจจุบันและเส้น 7 วันกับ 30 วัน
- ☐ สัดส่วนตลาดของบิตคอยน์ ค่าปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์
- ☐ มูลค่ารวมของสเตเบิลคอยน์ การเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์
- ☐ ฟันดิ้งของ BTC และ ETH ค่าปัจจุบันและทิศทางทั้งสัปดาห์
- ☐ อัตราส่วนลองต่อชอร์ต แบบนับบัญชีเทียบกับแบบนับขนาดสถานะ
- ☐ สถานะคงค้าง การเปลี่ยนแปลงรายสัปดาห์เทียบกับทิศทางราคา
- ☐ แผนที่การล้างสถานะ ความหนาแน่นสองฝั่งของราคาปัจจุบัน
- ☐ MVRV และ SOPR ตำแหน่งปัจจุบันและทิศทาง
- ☐ ยอดเหรียญคงเหลือบนกระดาน ไหลเข้าหรือไหลออกในสัปดาห์นี้
- ☐ เขียนข้อสรุปสามข้อ และตั้งเตือนไว้สำหรับคืนวันอาทิตย์หน้า
เก็บเช็กลิสต์นี้ไว้ใช้สัปดาห์หน้า
สรุปเป็นคำถามสองข้อที่ผมถามตัวเองก่อนปิดคอม ข้อมูลชิ้นไหนที่จะยืนยันว่าภาพที่ผมเห็นคืนนี้ถูก และข้อมูลชิ้นไหนที่จะบอกว่าผมคิดผิด ถ้าตอบได้แค่ข้อแรก แผนนั้นยังไม่พร้อมให้เอาเลเวอเรจไปใส่ ถ้าตอบได้ทั้งสองข้อ ที่เหลือของสัปดาห์ก็แค่รอให้ข้อใดข้อหนึ่งเกิดขึ้น ระหว่างที่รอ ตัวชี้วัดแต่ละตัวอ่านลึกกว่านี้ได้ในห้าตัวชี้วัดที่คนอ่านผิดบ่อยที่สุด และถ้ายังไม่อยากเสียเงินค่าเครื่องมือ ผมเทียบของฟรีไว้ในเครื่องมือดูข้อมูลแบบไม่เสียเงิน
สินทรัพย์คริปโตมีความผันผวนสูงและไม่เหมาะกับทุกคน เนื้อหานี้เป็นบทวิเคราะห์เชิงบรรณาธิการ ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน
