เครื่องมือนี้ใช้ทำอะไร. มันกลับลำดับการเปิดออร์เดอร์ให้ถูกทาง คือกำหนดจุด stop จากโครงสร้างราคาก่อน แล้วบอกว่าไม้นี้ยอมเสียกี่บาท จากนั้นให้เครื่องย้อนกลับมาว่าขนาดสถานะควรใหญ่แค่ไหน ไม่ใช่เดาขนาดก่อนแล้วค่อยดัน stop เข้ามาให้พอดีกับที่ใจกล้าเสีย

ทำไมต้องกำหนดความเสี่ยงก่อน ค่อยกำหนดขนาด

ลำดับที่คนส่วนใหญ่ทำคือ "พอร์ตมีหนึ่งหมื่น เปิดสักครึ่งพอร์ต 10 เท่า แล้ว stop วางตรงไหนดี ล่างสัก 2% ไหม ดูใกล้ไป เอา 3%" ปัญหาซ่อนอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือขนาดสถานะมาจากความรู้สึก ไม่ได้ผูกกับเงินที่เสียได้จริง ชั้นที่สองคือ stop ถูกบีบให้เข้ามาใกล้เพราะขนาดใหญ่ไปแล้ว พอ stop ไม่ได้อยู่บนแนวรับจริง มันก็ถูกไส้เทียนแท่งเดียวเก็บไป กลับลำดับใหม่แล้วคุณจะวาง stop ตรงจุดที่ผิดจริงได้อย่างสบายใจ เพราะไม่ว่าระยะจะ 1.5% หรือ 5% เงินที่เสียเท่าเดิม เปลี่ยนแค่ขนาดไม้

พอร์ตคนไทยส่วนใหญ่ตั้งต้นจากเงินบาทที่แลกเป็น USDT ที่ Bitkub หรือ Orbix แล้วค่อยโอนออกไปเทรด ขนาดพอร์ตจริงจึงมักอยู่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท ซึ่งทำให้กติกา 1% ต่อไม้ชนเพดานทางเทคนิค พอร์ตสามหมื่นบาท เสี่ยงไม้ละ 300 บาท ถ้า stop ห่าง 2% ขนาดสัญญาที่ได้จะเล็กกว่าออร์เดอร์ขั้นต่ำของหลายคู่เหรียญ ทางออกที่ตรงไปตรงมาคือเลือกคู่ที่ขั้นต่ำเล็กลง ขยับไปไทม์เฟรมใหญ่ที่ stop ห่างขึ้น หรือเทรดสปอตไปก่อน ไม่ใช่ดันความเสี่ยงต่อไม้ขึ้นเป็น 5% เพื่อให้ตัวเลขมันเปิดได้

เลข 1% ไม่ได้มาจากความเชื่อ ถ้าเสียไม้ละ 1% ติดกันสิบไม้ พอร์ตยังเหลือ 90.4% ยี่สิบไม้เหลือ 81.8% ยังกลับมาได้ แต่ถ้าเสียไม้ละ 5% สิบไม้เหลือ 59.9% ยี่สิบไม้เหลือ 35.8% ซึ่งต้องทำกำไรอีก +180% ถึงจะเท่าทุน คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่ "ไม้ใหญ่ ขาดทุนทีละนิด หลายครั้ง" เป็นเส้นทางมาตรฐานของการล้างพอร์ต

สามขั้นตอนก่อนกดเปิดออร์เดอร์

หนึ่ง ดูกราฟแล้วตัดสินใจว่า stop อยู่ตรงไหน จุดที่ถ้าหลุดแปลว่าไอเดียนี้ผิด สอง ตัดสินใจว่าไม้นี้ยอมเสียเท่าไร เช่น 1% ของพอร์ต สาม ปล่อยให้เครื่องย้อนขนาดให้ ตัวอย่างของลำดับนี้ พอร์ต 10,000 ดอลลาร์ เสี่ยง 1% เท่ากับ 100 ดอลลาร์ เปิดที่ 65,000 วาง stop 63,700 ระยะ 2% จะได้ขนาดสถานะ 5,000 ดอลลาร์ ถ้าใช้ 10 เท่าก็ล็อก margin แค่ 500 ดอลลาร์

สิ่งที่ต้องตัดสินใจคำถามถ้าคำตอบไม่ชัด
จุด stopอิงแนวรับจริงหรือเดาเอาถ้าเดา ยังไม่ต้องเปิด
ความเสี่ยงต่อไม้คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตเริ่มที่ 1% ให้ครบ 30 ไม้ก่อน
เลเวอเรจมันเปลี่ยนแค่ margin ที่ถูกล็อกใช่ไหมถ้าใช่ ไปดูราคาบังคับปิดต่อ
แบบฝึกหัด

เปลี่ยน Stop % จาก 2 เป็น 5 แล้วดูสองช่องผลลัพธ์ ช่อง Risk ต้องนิ่งเท่าเดิม ช่อง Notional ต้องเล็กลง ถ้าคุณรู้สึกอยากดัน Risk % ขึ้นเพื่อให้ Notional กลับมาใหญ่เท่าเดิม นั่นคืออาการของการคิดกลับด้าน

สามข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยกับตัวคำนวณนี้

หนึ่ง ใส่ความเสี่ยงต่อไม้ 5% หรือ 10% เพราะพอร์ตเล็กแล้วอยากได้ผลเร็ว เสียติดกันห้าไม้พอร์ตหายไป 22-41% ใจพังก่อนระบบพัง สอง วาง stop ไว้ที่เลขกลมอย่าง 60,000 หรือ 100,000 ซึ่งเป็นย่านที่คำสั่งกองรวมกันและถูกกวาดง่าย ขยับลงไปใต้แนวจริงสัก 0.5-1% ดีกว่า สาม เข้าใจว่าเลเวอเรจคือความเสี่ยง ทั้งที่เมื่อขนาดสถานะถูกล็อกไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์แล้ว จะใช้ 10 เท่าหรือ 20 เท่า เงินที่หายตอนโดน stop เท่ากันคือ 100 ดอลลาร์ ต่างกันแค่ margin ที่ถูกล็อกกับระยะห่างจากราคาบังคับปิด ซึ่งต้องไปดูในเครื่องคำนวณราคาบังคับปิดอีกที

รับส่วนลดสูงสุด 20%* ด้วยรหัส BN16188 การให้บริการของ Binance และผลิตภัณฑ์แต่ละแบบขึ้นอยู่กับพื้นที่ CoinView อาจได้รับค่าตอบแทน affiliate และหน้านี้ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของ Binance

กดเพื่อใส่ราคาเข้า →
กำลังเชื่อมต่อ · Binance API
เงินที่ใช้ได้จริงในบัญชีสัญญา อย่าเอาเงินฝั่งสปอตมานับรวม เพราะเป็นคนละกระเป๋ากัน
ถ้าไม้นี้โดน stop คุณยอมเสียกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต มือใหม่ 0.5-1% มือเก่า 1-2% และไม่ควรเกิน 3%
ควรวางเหนือหรือใต้แนวสำคัญบนกราฟ ไม่ใช่แค่ตั้งว่าขาดทุน 2% แล้วตัด
ใช้คำนวณว่าต้องกันหลักประกันไว้เท่าไร ข้อควรจำคือเลเวอเรจตรงนี้มีผลแค่กับจำนวนเงินที่ถูกกันไว้ ไม่ได้เปลี่ยนจำนวนเงินที่คุณจะขาดทุนสูงสุด ตัวหลังถูกกำหนดโดยระยะหยุดขาดทุน
สูตรหลัก: ขนาดไม้ = (เงินในพอร์ต × ความเสี่ยง%) ÷ ระยะหยุดขาดทุน%
ขนาดไม้ที่แนะนำ (มูลค่าสถานะ)$5,000.00
หลักประกันที่ต้องกันไว้$500.00
ตรวจทานตัวเลขระยะ 2.00% · เสี่ยงไม้ละ $100

อ่านช่องผลลัพธ์

กล่องด้านบนดึงราคาสดของ BTC ETH และ SOL มาให้กดใส่ในช่องราคาเข้าได้ทันที เงินในพอร์ตคือเงินทั้งก้อนในบัญชีสัญญา ความเสี่ยงต่อไม้คือสัดส่วนที่ยอมเสียในไม้เดียว ส่วนระยะหยุดขาดทุนคำนวณจากราคาเข้ากับราคา stop ที่คุณกรอก ช่องขนาดไม้ที่ได้คือมูลค่าสถานะที่ควรเปิด ไม่ใช่หลักประกัน และไม่ใช่ราคาบังคับปิด ส่วนช่องหลักประกันคือเงินที่จะถูกกันไว้จริงตามเลเวอเรจที่ตั้ง ตัวเลขทั้งชุดยังไม่รวมค่าธรรมเนียม สลิปเพจ และ funding ที่ต้องจ่ายระหว่างถือ ถ้าตั้งใจถือข้ามหลายรอบ funding ให้หักต้นทุนพวกนั้นออกจากงบความเสี่ยงก่อน แล้วเอาราคาบังคับปิดจาก เครื่องคำนวณราคาบังคับปิด มาเทียบว่าจุด stop ของคุณอยู่ก่อนเส้นนั้นจริงหรือเปล่า

หมายเหตุความเสี่ยง. สินทรัพย์คริปโตมีความผันผวนสูงและไม่เหมาะกับทุกคน เนื้อหานี้เป็นบทวิเคราะห์เชิงบรรณาธิการ ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน